โด๊ปนมช่วงท้อง กระตุ้นลูกแพ้นมวัวได้?
ปัจจุบันเราจะพบเด็กที่มีอาการแพ้อาหารโดยไม่ทราบสาเหตุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการแพ้ดังกล่าว สร้างความวิตกกังวลให้มนุษย์แม่อย่างเราๆเป็นอย่างมาก มีอาการมากบ้างน้อยบ้างเป็นได้หลายกรณี เด็กบางคนมีอาการแสดงโดยมีผื่นขึ้น หลังจากได้รับอาหารที่แพ้ หรือในบางรายอาจมีอาการถึงขั้นหายใจไม่ออกกันเลยทีเดียว ซึ่งกลุ่มอาหารที่เด็กมักจะมีอาการแพ้คือ นมวัว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ไข่ แป้งสาลี ซีฟู้ด แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการแพ้ดังกล่าวเกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่มนุษย์แม่ควรจะรู้เมื่อคิดจะมีลูก สาเหตุหลักๆ มีด้วยกัน 2 ประการ คือ พันธุกรรม และ การได้รับการกระตุ้นจากการรับประทานอาหารของคุณแม่ เช่น ความคิดที่ว่า เมื่อตั้งครรภ์ ต้องยิ่งบำรุงโดยการดื่มนมวัวให้มาก ๆ ซึ่งไม่เคยทราบมาก่อนว่า การรับประทานนมในปริมาณที่มากเกินจากที่เคยทานปกติ จะส่งผลให้เด็กเกิดอาการแพ้นมวัวที่คุณแม่รับประทานเข้าไปได้
จะจริงไม่จริงอย่างไรเรามาหาคำตอบจาก ผศ.พญ.จิตติมา เวศกิจกุล (อาจารย์แพทย์ สาขาวิชาภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล)กันค่ะ
ตั้งหลักก่อนรับผลสอบคุณลูก
"เมื่อพ่อแม่ผิดหวังที่ผลการเรียนลูกไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้"
ขอให้คุณพ่อคุณแม่ระลึกไว้เสมอว่า ถ้าลูกได้คะแนนน้อย ไม่เป็นไปตามที่คุณพ่อคุณแม่คาดหวัง ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่เท่านั้นที่ผิดหวัง ลูกเราก็ผิดหวังและเสียใจไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่ แทนที่จะต่อว่าลูก พ่อแม่ควรให้กำลังใจลูก เพื่อให้เขารู้สึกว่าครอบครัวคือกำลังใจที่สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ให้เขาได้แก้ไขตัวเองและเดินไปข้างหน้าอย่างมั้นคง เทคนิคการให้กำลังใจที่แฝงไว้ด้วยความรักเหล่านี้ลองนำไปใช้พูดกับลูกดูนะคะ ถ้าได้โอบกอดลูกหรือสัมผัสเขาให้เขาได้อบอุ่นด้วยจะดีมาก
เราอาจจะลองเลือกใช้ประโยคที่ลองยกมาเป็นตัวอย่างต่างๆ เหล่านี้ดูค่ะ
"แม่รู้ว่าลูกผิดหวังและเสียใจที่ได้คะแนนน้อย พ่อแม่ก็เช่นกัน แม่เชื่อว่าครั้งหน้าลูกต้องทำได้ดีกว่านี้"
"ลูกลองวิเคราะห์ดูไหม ว่าเป็นเพราะอะไรบ้างที่ทำให้ลูกได้คะแนนน้อย หรือทำคะแนนได้ลดลง"
"พยายามอีกนิด คะแนนต้องดีกว่านี้แน่เลย"
"มีอะไรให้พ่อและแม่ช่วยไหม"
"แม่เห็นลูกขยันและทำการบ้านส่งครูไม่เคยขาด แต่ลูกคงไม่เข้าใจบางจุด จึงทำข้อสอบไม่ได้ ลูกอยากให้แม่ช่วยอะไรไหม"
"เรามาจัดตารางทบทวนความรู้ และตารางเวลาเล่นใหม่ดีไหม ลูกจะได้ใช้เวลากับการอ่านหนังสือมากขึ้น"
"คะแนนสอบทุกครั้งมีผลต่ออนาคตลูก แต่แม่ก็อยากเห็นลูกมีความสุขกับการเรียน ไม่เครียดจนเกินไป เราจะทำอย่างไรให้มันสมดุล หรือลูกคิดว่าอย่างไร"
นอกจากนี้แล้วยังสามารถใช้การวางเงื่อนไข(ในการเลี้ยงลูก) ซึ่งมีสองทางคือ บวกและลบ
การวางเงื่อนไขในทางบวก เป็นการสร้างแจงจูงใจให้ลูกทำพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น ถ้าลูกสอบได้ A ทุกวิชา แม่จะซื้อคอมพ์พิวเตอร์ใหม่ให้ จะเห็นว่าคอมพิวเตอร์เป็นเงื่อนไข
การวางเงื่อนไขในทางลบเป็นการถอดถอนพฤติกรรมที่ไม่พึงกระทำ เช่น ถ้าเทอมนี้ลูกได้คะแนนรวมน้อยกว่า 80% ลูกจะไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย การไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนคือเงื่อนไข
ในชีวิตประจำวันของเรา คุณพ่อคุณแม่ต้องวางเงื่อนไขให้เหมาะสม และสมดุลย์ ไม่ใช้ทางบวกหรือลบมากจนเกินไป ถ้าใช้ทางบวกทากเกินไปจะกลายเป็นการล่อและฝึกหัดให้ลูกคาดหวังวัตถุนิยมหรือสิ่งตอบแทนทุกครั้งที่เขาทำดี จะเป็นอันตรายต่อลูกเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ส่วนการใช้ทางลบมากเกินไปจะเป็นการทำร้ายความรู้สึกของลูก ทำใหลูกมีความคิดในแง่ลบ มองโลกในแง่ร้ายและมีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
(ประยุกต์จากทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ของพาฟลอฟ)
ขอขอบคุณบทความดีๆจากมนุษย์แม่(พยาบาลจากต่างแดน)
ตั้งหลักก่อนรับผลสอบคุณลูก
ผลสอบสะท้อนใจ
วันนี้มีมนุษย์แม่ใจดีจากต่างแดนมาร่วมแชร์วิธีพูดคุยและสังเกตคุณลูกหลังสอบเสร็จ ว่ามีวิธียังไงที่จะทำให้คุณลูกๆไม่ปิดบังอำพรางคะแนนสอบกับมนุษย์แม่อย่างเราๆกันค่ะ
หลังสอบเสร็จแต่ละครั้ง ไม่ว่าสอบเก็บคะแนนย่อย , สอบ Midterm หรือ Final ก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรถามลูกว่าการทำข้อสอบเป็นอย่างไรบ้าง ลูกทำได้มากน้อยอย่างไร ติดขัดตรงจุดไหน ที่สำคัญคือต้องสังเกตสีหน้าและแววตาลูก บางครั้งลูกบอกว่าทำได้ เพราะอยากให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจ ไม่ตำหนิเขา แต่สีหน้าไม่ได้ดีใจเหมือนคนที่ทำข้อสอบได้ แล้วหันไปพูดเรื่องอื่นแทน คุณพ่อคุณแม่ควรใช้คำถามปลายเปิดเชิงสังเกต ไม่ใช่จับผิด เช่นพูดกับลูกว่า "อยากเล่าให้แม่ฟังเพิ่มมั้ย ว่าเขาถามอะไรบ้าง หรือ แม่ได้ยินว่าสอบครั้งนี้ยากมาก ลูกว่ายังไง" นอกจากนั้นยังมีเทคนิคที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่ใช่เค้าคนเดียวที่ทำข้อสอบไม่ได้ คุณแม่อาจจะบอกว่า "ตอนแม่เรียนบางทีแม่ก็ทำข้อสอบไม่ได้..แต่ครั้งต่อไปแม่จะอ่านหนังสือและเตรียมตัวมากขึ้น" อย่างนี้เป็นต้น เทคนิคเหล่านี้จะทำให้ลูกอย่างเล่าให้เราฟังและไม่รู้สึกว่าเขาจะถูกตำหนิที่ทำข้อสอบไม่ได้ เลยโกหกด้วยการบอกว่าทำได้
เป็นเทคนิคที่ไม่ยากเกินความสามารถมนุษย์แม่อย่างเราๆหรอกนะคะ ลองเอาไปลองใช้กันดู ได้ผลดีไม่ดียังไงก็มาแชร์กันได้เลยค่ะ

และเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายๆโรงเรียนเริ่มๆทยอยแจกสมุดพกกันแล้ว มนุษย์แม่คนไหนที่คุณลูกๆได้คะแนนดีก็ยิ้มแย้มกันไป ส่วนมนุษย์แม่คนไหนคุณลูกๆทำคะแนนยังไม่เข้าเป้าเข้าตาตรงกับที่คาดหวังไว้ก็อย่าเพิ่งดุด่าอาละวาดกันไปนะคะ ควรใจเย็นๆ อันนี้ก็พอเข้าใจนะคะว่าบางทีก็จะใจเย็นๆใจร่มๆกันไม่ไหว แต่ยิ่งหงุดหงิดโมโหไปก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ การรับฟังปัญหาของคุณลูกต่างหากที่จะทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย อย่าไปเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นๆ ลองเปิดออกคุยกับคุณลูกดู การด่าว่าแรงๆทำให้ยิ่งหมดกำลังใจเสียความมั่นใจในการเรียนไป อาจจะต้องมีการปรับวิธีการอ่านหนังสือวิธีการเรียนรู้ก็ว่ากันไปค่ะ และที่สำคัญอาจต้องเข้าไปพูดคุยกับคุณครูถึงพฤติกรรมคุณลูกๆที่โรงเรียนบ้าง(วันไหนที่มีนัดประชุมผู้ปกครองก็ไปกันเถอะค่ะ จะได้รับรู้พฤติกรรมคุณลูกๆ มีปัญหาอะไรจะได้แก้ไขกันได้ทัน) และในบางครั้งบางคราวก็คงต้องคุยกับคุณครูประจำวิชาที่เราเห็นว่าคะแนนคุณลูกๆและเพื่อนร่วมห้องตกต่ำจนผิดปกติซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ได้ต้องการกล่าวโทษใครนะคะ แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกันอยู่บ่อยๆ (มนุษย์แม่ขอเรียกว่า..ปฏิบัติการทวงเกรดคืนคุณลูก ซึ่งมีไม่บ่อยนักหรอกค่ะ)
เรื่องที่เกี่ยวกับลูก พยายามอย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งกันเลยค่ะ ยิ่งใช้อารมณ์ลูกยิ่งโตก็ยิ่งจะหาทางต่อต้าน ก็อย่างที่เพจแม่ยุ้ยแห่ง ThePlatuStory ว่าไว้
...ผลสอบลูก มันก็สะท้อนถึงความใส่ใจ ของพ่อแม่นั่นหละคะ บางครั้งยุคนี้อาจจะต้องเปิดใจเผื่อว่า "เนื้อหามันยากเกินไปสำหรับวัยลูก" ก็มีนะต้องเผื่อเรื่องนี้ด้วย หมดยุคแล้วคะที่คะแนนน้อยต้องไปเลี้ยงควาย สอบตกต้องไปทำนา เลิกต่อว่าต่อขานลูกกันเสียที สำรวจตัวเองกันบ้างนะคะ ในฐานะที่เราเป็นพ่อเป็นแม่ เราควรจะต้องรับผิดชอบอะไรมากกว่าแค่ส่งลูกไปเรียนพิเศษนะ เด็กพร้อมจะเรียนรู้ได้เมื่อ "ใจพร้อม" คุณรู้หรือยังว่า "ใจลูกคุณพร้อมแค่ไหน ?"
นั่นสินะ...ใจลูกคุณพร้อมแค่ไหน?
ปวดฟันทำไงดี?
ว่าด้วยเรื่อง"ปวดฟัน"
หลายครั้งหลายหนแม้เราๆจะคิดว่าดูแลฟันเป็นอย่างดีแล้วก็ไม่วายที่จะต้องประสบกับอาการปวดฟันอันแสนจะทรมาน เพราะฉะนั้นเจ้ามนุษย์ลูกสุดที่รักก็คงไม่แคล้วจะมีโอกาสปวดฟันแบบเราๆบ้าง (บางครั้งการป้องกันเป็นสิ่งที่ดีเลิศแต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว มนุษย์แม่อย่างเราๆก็คงต้องลุยแก้ปัญหากันเนอะ) งั้นลองมาเรียนรู้สาเหตุและการบรรเทาอาการเบื้องต้นกันค่ะ
สาเหตุอาการปวดฟัน
1. โรคฟันผุ ในระยะแรกมักจะไม่มีอาการใดๆแต่ถ้าเมื่อไรส่วนที่ผุนั้นลึกมากขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการเสียวฟันเวลาดื่มน้ำร้อน, น้ำเย็น รู้สึกปวดฟันขณะเคี้ยวอาหาร จากการที่มีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ในรูที่ผุนั้น การรักษาโดยการอุดฟันจะช่วยลดอาการปวดลงได้
2. การอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน ส่วนใหญ่มักเป็นผลจากฟันที่ผุลึกมาก จนกระทั่งทะลุโพรงประสาทฟัน และอาจพบได้ในฟันสึก,ฟันร้าวหรือแตกลึกถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน มักมีอาการปวดฟันขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะเวลากลางคืน (ปวดมากและปวดนาน) ต้องกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวด แต่ถ้ายาแก้ปวดหมดฤทธิ์อาการปวดกลับมาใหม่อีกครั้ง การรักษาจะต้องรักษาคลองรากฟันหรือถอนฟันขึ้นอยู่กับสภาพเนื้อฟันที่เหลืออยู่ โดยต้องให้ทันตแพทย์ประเมินการรักษาอีกครั้ง
3. ปลายรากอักเสบเป็นหนอง ถ้าการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันเป็นอยู่นาน อาจเกิดการลุกลามไปที่ปลายรากฟัน ทำให้เกิดการติดเชื้อและเป็นหนองบริเวณปลายรากฟัน ทำให้มีอาการปวดฟันร่วมกับการบวมของเหงือกบริเวณฟันที่ติดเชื้อ ถ้าเชื้อลุกลามออกนอกปลายรากไปที่ใต้คางหรือแก้มจะสังเกตได้ว่าหน้าจะบวมได้ การรักษาจะเหมือนกับกรณีที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน
4. ฟันคุด เกิดจากฟันที่จะขึ้นมาแต่ขึ้นมาได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากกระดูกขากรรไกรมีเนื้อที่ไม่เพียงพอหรือมีฟันซี่ข้างเคียงขวางไว้ มักเป็นที่ฟันกรามซี่ในสุด ทั้งข้างบนและข้างล่าง ทำให้รู้สึกปวดฟันเวลาที่ฟันกำลังจะขึ้นได้ รักษาได้ด้วยการผ่าเอาฟันคุดออก
5. โรคเหงือกอักเสบและปริทันต์อักเสบ มีสาเหตุมาจากคราบหินน้ำลายหรือหินปูน ทำให้เหงือกอักเสบ บวมและปวดที่ฟันได้ จะปวดแบบหนึบๆหรือปวดรำคาญ ร่วมกับแปรงฟันแล้วมีเลือดออก ถ้าเป็นมากๆฟันจะโยก
และถ้ายังไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันทีช่วงนั้น ลองใช้วิธีบรรเทาอาการปวดฟันตามนี้กันดูนะคะ
วิธีบรรเทาอาการปวดฟัน
1. ลดสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้ปวดฟันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประสาทฟันบาดเจ็บมากขึ้น เช่น ของเย็นจัด, ร้อนจัด ,อาหารที่มีรสหวานจัดและรสเปรี้ยว
2. ลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่นั้นๆ ถ้าฟันซี่นั้นถูกกระแทกบ่อยๆ หรือตัวฟันถูกหนุนลอยตัวขึ้นมาเพราะมีหนอง มีการติดเชื้อที่ปลายรากฟันจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดมากขึ้น ควรรับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก เช่น อาหารนิ่มๆ และเลี่ยงโดยใช้ฟันอีกด้านเคี้ยวแทน ส่วนอาการปวดที่เกิดจากเศษอาหารติดฟัน และถูกอัดแน่นในซอกเหงือกเป็นเวลานานๆ ให้รีบเอาเศษอาหารเหล่านั้นออกให้เร็วที่สุด โดยการใช้ Dental floss อย่าใช้ไม้จิ้มฟัน
3. ถ้ามีอาการปวดบวมเห็นได้ชัด ให้ใช้น้ำร้อนช่วยประคบบริเวณที่บวมภายนอกช่องปากจะช่วยเพิ่มการระบายหนองได้ดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้
4. ใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลู แล้วอุดลงไปในรูที่ผุ ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะช่วยแก้ปวดฟันได้
อย่างไรก็ตามวิธีการที่แนะนำจะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรไปพบทันตแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรจะปล่อยทิ้งไว้เพราะอาการจะรุนแรงมากขึ้นจากการอักเสบติดเชื้อทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ
ทางที่ดีที่สุดก็คือดูแลรักษาสุขภาพฟันกันให้ดีจะดีที่สุดนะคะ จะได้ไม่ต้องทรมานจากการปวดฟันกันค่ะ
ที่มาข้อมูล : บทความของ
พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
อ.ทพ.เดชศักดิ์ นาคะปักษิราช ภาควิชาเวชศาสตร์ช่องปากและปริทันตวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
อาหารคลีน
ช่วงนี้ใครๆก็ฮิตกินอาหารคลีนกัน กินคลีนดีจริงมั้ย? แล้วจะทำให้การเริ่มต้นกินคลีนเป็นเรื่องง่ายได้ยังไง? เพียงคุณแค่เข้าใจหลักการ ก็จะปรับใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นมาประกอบอาหารเพื่อสุขภาพกินกันในครัวเรือนได้จริงมั้ย? วันนี้มนุษย์แม่มีคำตอบมาให้ชมกันค่ะ คลิ๊กดูได้เลยค่ะ...
หลักการง่ายๆ ของการบริโภคอาหารคลีนของคนใส่ใจสุขภาพ
Clean Food หรือ กินคลีน เป็นกระแสความนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่มาจากชาติตะวันตก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยเป็นอย่างมากในขณะนี้ ปัจจุบันจึงมีเมนูอาหารคลีนเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย โดยทั่วไป เมนูคลีนจะประกอบไปด้วยผัก ผลไม้สด เนื้อสัตว์ปรุงสุกโดยไม่ใช้ความร้อนสูง มีธัญพืชซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เมล็ด Chia,Quinoa
โดยหลักการในการกินคลีนที่สำคัญคือ
1. รับประทานอาหารที่หลากหลาย โดยเน้นทานผักผลไม้ให้มากขึ้น (หลีกเลี่ยงการทานผลไม้รสหวานจัด) แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นอาหารกลุ่มโปรตีนที่ไขมันดีเป็นหลักด้วย
2. หลีกเลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด
3. เตรียมวัตถุดิบและปรุงสดใหม่ เนื้อสัตว์ปรุงสุกโดยไม่ใช้ความร้อนสูง
4. ปรับสัดส่วนของอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อให้สมดุล และปรับลดไขมันอิ่มตัวออกจากมื้ออาหาร
5. ลดหวาน ลดเค็ม(ลดอาหารที่มีโซเดี่ยมสูง)
6. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
7. เลือกรับประทานข้าวกล้องและธัญพืช เนื่องจากข้าวกล้องไม่ผ่านการขัดสีเอาจมูกข้าวออก ประโยชน์ที่ได้รับย่อมมีมากกว่า ทั้งยังต้องผ่านกระบวนการย่อยที่นานกว่าข้าวขาว ทำให้ร่างกายดึงพลังงานไปใช้ได้อย่างช้าๆ ส่งผลให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้้ดี
หวังว่าความรู้เรื่องการทานอาหารคลีนที่เอามาฝากคงจะพอให้เข้าใจ และเอาไปลองปรับลองจูนให้ตรงกับที่เราสามารถทำได้ ค่อยๆปรับกันไป อะไรที่สุดโต่งจนเครียดก็คงจะทำได้ไม่นานเนอะ กินคลีนกันแบบแฮปปี้กันนะคะ ^_^
เมื่อคุณลูกมีไข้ดูแลอย่างไรดี (ตอน เช็ดตัวลดไข้ลูกให้ถูกวิธี)
การเช็ดตัวลดไข้ให้ถูกวิธี เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์แม่ที่มีคุณลูกๆ ในช่วงวัย 5 ขวบปีแรก เพราะมีโอกาสชักจากภาวะไข้สูงได้ ซึ่งการเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีจะช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายลง โดยใช้น้ำเป็นตัวนำความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้เด็กเกิดความสุขสบาย และยังเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการชักจากไข้สูง
สิ่งที่ต้องเตรียม กะละมังเช็ดตัว ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2-4 ผืน ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 1 ผืน
วิธีการเช็ดตัวลดไข้คุณลูกที่ถูกวิธี
1. เตรียมของใช้และน้ำให้พร้อม
2. ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา ไม่ควรใช้น้ำแข็งเช็ดตัว เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว และระบายความร้อนออกได้ยาก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการหนาวสั่นและเจ็บปวดตามกล้ามเนื้อจากการหนาวสั่น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการไข้กลับได้
3. ปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อไม่ให้เด็กหนาวสั่นขณะเช็ดตัว
4. ถอดเสื้อผ้าเด็กออกให้หมด
5. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำให้ชุ่ม เช็ดบริเวณหน้า ลำตัว แขน ขา พักผ้าไว้บริเวณศรีษะ ซอกคอ ซอกรักแร้ ขาหนีบ เพื่อระบายความร้อน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่รวมของเส้นเลือดจะระบายความร้อนได้ดี
6. เช็ดจากปลายมือ ปลายเท้าสู่ลำตัวโดยเช็ดย้อนรูขุมขนเพื่อระบายความร้อน
7. ขณะเช็ดตัวให้ออกแรงเหมือนถูตัว เพื่อจะช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น ทำให้เส้นเลือด และ รูขุมขนขยายตัว
8. ถ้ามีอาการหนาวสั่นให้หยุดเช็ดตัวทันที เพราะถ้าเช็ดแล้วหนาวสั่นจะยิ่งทำให้ไข้สูงขึ้นได้
9. เปลี่ยนผ้าชุบน้ำบ่อยๆ ทุก 2 – 3 นาที ใช้เวลาเช็ดตัวประมาณ 10 – 15 นาที
10. หลังเช็ดตัวควรซับตัวเด็กให้แห้ง สวมใส่เสื้อผ้าเบาสบาย ไม่ใส่เสื้อผ้าที่หนา หรือห่อตัวเพราะจะทำให้ความร้อนเพิ่มขึ้น
11. วัดไข้ซ้ำในอีก 15 – 30 นาทีต่อมา ถ้าไข้ลดลง แสดงว่าการเช็ดตัวลดไข้ได้ผล
12. หากไข้ไม่ลด ให้เช็ดตัวลดไข้ใหม่อีกครั้ง ถ้ายังไม่ลดลงอีก ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

ขอบคุณบทความดีๆ จากอาจารย์วรรณไพร แย้มมา
ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์
คณะพยาบาลศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช
มหาวิทยาลัยมหิดล
http://www.ns.mahidol.ac.th/english/th/ns_academic/56/01/sick.html
เมื่อคุณลูกมีไข้ดูแลอย่างไรดี (ตอน อุณหภูมิแค่ไหน ถึงเรียกว่ามีไข้กันนะ)
ช่วงนี้เป็นช่วงสอบปลายภาคของคุณลูกๆ แถมอากาศก็เดี๋ยวฝนตกเดี๋ยวแดดออก มนุษย์แม่หลายๆคน
นอกจากจะกังวลกับการสอบของคุณลูกๆแล้ว ยังต้องเป็นห่วงว่าคุณลูกๆจะไม่สบายกันหรือเปล่า บางครั้งเราดูแลเราระวังเป็นอย่างดีแล้ว คุณลูกๆ ก็ไม่วายที่จะมีไข้ขึ้นมาซะงั้น วันนี้เลยขอมาแชร์ความรู้วิธีดูแลคุณลูกยามที่มีไข้กันค่ะ
อาการตัวร้อนเป็นไข้ คือ การที่อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังทำงานตามหน้าที่ เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคบางอย่างที่บุกรุกเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรียหรือไวรัส โดยที่ร่างกายจะไปกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เพื่อทำลายเชื้อโรค ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
การแบ่งระดับไข้ตามค่าอุณหภูมิ
- ค่าอุณหภูมิปกติของเด็กปกติจะอยู่ระหว่าง 36.7 - 37.5 องศาเซลเซียส
- มีไข้ต่ำๆ ถ้าอุณหภูมิที่วัดได้อยู่ระหว่าง 37.6 – 38.4 องศาเซลเซียส
- มีไข้ปานกลาง ถ้าอุณหภูมิที่วัดได้อยู่ระหว่าง 38.5 - 39.4 องศาเซลเซียส
- มีไข้สูง ถ้าอุณหภูมิที่วัดได้อยู่ระหว่าง 39.5 - 40.5 องศาเซลเซียส
- มีไข้สูงมาก ถ้าอุณหภูมิที่วัดได้อยู่ระหว่าง 40.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณลูกมีไข้หรือเปล่า วัดโดยการเอาแค่มือแตะหน้าผากคุณลูกก็คงไม่มีตัวเลขมาบอกค่าอุณหภูมิว่าลูกมีไข้สูงต่ำยังไง สมัยนี้อุปกรณ์วัดไข้หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาและอุปกรณ์การแพทย์ทั่วไป มนุษย์แม่ควรซื้อติดไว้ที่บ้านเผื่อเวลาคุณลูกๆมีไข้ไม่สบายจะได้ใช้วัดอุณหภูมิเป็นการประเมินอาการคุณลูกก่อนไปพบแพทย์ จะแบบไหนยังไง เราเอาข้อมูลมาฝากกันค่ะ ลองเลือกดูจากความจำเป็นและถนัดของเรานะคะ
1. แถบวัดอุณหภูมิ เป็นแผ่นพลาสติกขนาดเล็กที่มีแถบสารที่ไวต่อความร้อนติดอยู่ มีตัวเลขบอกระดับอุณหภูมิเพียงเอาแผ่นนั้นมาวางทาบบนหน้าผากคุณลูกโดยหันด้านที่มีตัวเลขออกมา ทิ้งไว้ประมาณ 15 วินาที อ่านค่าได้ทันทีหลังแถบสีตัวเลขหยุดนิ่ง (เป็นวิธีบอกค่าได้คร่าวๆ ไม่ค่อยแม่นยำนักแต่นำมาใช้ในบ้านก็สะดวกดี)
2. ปรอทวัดไข้ทางรักแร้ เหมาะสำหรับคุณลูกวัย 3 เดือนขึ้นไป วิธีวัดไข้ทางรักแร้ทำได้โดยยกแขนลูกข้างใดข้างหนึ่งขึ้นวางเทอร์โมมิเตอร์ให้กระเปาะปรอทอยู่ตรงรักแร้จับแขนลูกลงให้หนีบเทอร์โมมิเตอร์ไว้ราว 5 นาทีค่อยเอาออกมาดู คอยระวังตำแหน่งที่วางกระเปาะปรอทให้อยู่ตรงกลางรักแร้เสมอ เพื่อจะได้ค่าอุณหภูมิที่ถูกต้อง (ค่าที่ได้จากการวัดไข้ทางรักแร้ จะต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายจริงประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้นเมื่อได้ค่าที่วัดแล้วอย่าลืมบวกเพิ่มไปอีก 0.6 ด้วยนะคะ เช่น ถ้าวัดค่าได้ 37.4 องศาเซลเซียส บวกกับ 0.6 ก็จะได้เท่ากับ 38 องศาเซลเซียส แสดงว่าคุณลูกมีไข้ต่ำๆ)
3. เครื่องวัดอุณหภูมิทางหูแบบดิจิตอล เป็นการวัดอุณหภูมิของร่างกายได้ค่าคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดเพราะในช่องหูใช้การจ่ายเลือดส่วนเดียวกับศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายในสมอง(ไฮโปธาลามัส) ซึ่งจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายได้เร็ว และใกล้เคียงความเป็นจริงกว่าจุดอื่นๆ เครื่องนี้ทั้งใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ สามารถทำใช้ได้แม้กระทั่งตอนคุณลูกๆกำลังหลับ โดยสอดปลายเครื่องวัดอุณหภูมิไว้ในรูหูเพียงครู่เดียว เครื่องก็จะวัดอุณหภูมิของคุณลูกให้คุณทราบได้ทันที
(***ไม่แนะนำให้วัดปรอททางปากในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการกัดปรอท)
ลองเลือกซื้อมาใช้ที่ถูกใจโดนใจสะดวกกับเงินในกระเป๋าของมนุษย์แม่กันนะคะ
คราวหน้าจะมาแชร์วิธีเช็ดตัวลดไข้ให้คุณลูกๆกันค่ะ