เมนู

23 พฤศจิกายน 2558

สูตรแกงกิมจิ


สูตรแกงกิมจิ



แกงกิมจิ


      ไหนๆก็ทำกิมจิกันแล้ว ถือโอกาสเอากิมจิที่ทำไว้มาทำ "แกงกิมจิ" กับข้าวอีกหนึ่งเมนูที่ถ้าเราไปสั่งทานในร้านอาหารเกาหลีก็ราคาหลักร้อยขึ้นไป ทั้งๆที่วิธีการทำไม่ได้ยากอะไรเลยค่ะ (รสชาติอาจไม่เกาหลีเป๊ะๆ แต่ถูกปากคนในบ้านเป็นใช้ได้ค่ะ) ก่อนจะลงสูตร ก็ขอเอาหน้าตาแกงกิมจิสูตรมนุษย์แม่มาให้ชมกันก่อนเลยเนอะ หน้าตาดูดีใช้ได้เลยใช่มั้ยคะ งั้นมาดูวิธีทำกันเลยค่ะ



สูตรแกงกิมจิ

      1. โคชูจัง (เป็นพริกเกาหลี กล่องสีแดงๆ หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปเลยค่ะ)
      2. กิมจิ (ตามสูตรกิมจิที่ให้ไว้นั่นแหละค่ะ เอามาทำได้เลย)
      3. หมู หรือปลา หรืออาหารทะเล (ตามชอบเลยค่ะ)
      4. ผักต่างๆ เช่น ผักกาด หัวไชเท้า ต้นหอมญี่ปุ่น แครอท พริกชี้ฟ้าหั่นแว่น เห็ดชนิดต่างๆ 
      5. หอมหัวใหญ่หั่น
      6. เต้าหู้ขาวหั่นลูกเต๋า 
      7. น้ำซุป 
      8. เกลือ น้ำตาล ซอสถั่วเหลือง



วิธีทำแกงกิมจิ

      1. ตั้งหม้อใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดหอมหัวใหญ่ที่หั่นไว้ จากนั้นใส่เนื้อสัตว์ผัดจนสุก ใส่กิมจิและโคชูจังลงไปผัดให้หอม   

      2. เติมน้ำซุป คนให้เข้ากัน พอเดือดใส่ผักและเต้าหู้ลงไป

      3. ปรุงด้วย เกลือ ซอสถั่วเหลือง น้ำตาล (ค่อยๆเติม ค่อยๆชิมรสชาติ ระวังเค็มเกินไป) รอเดือดอีกรอบ ก็ทานได้แล้วค่ะ 

      สูตรอาหารง่ายๆที่ใครก็ทำได้สไตล์มนุษย์แม่ค่ะ




สูตรกิมจิ



สูตรกิมจิ


กิมจิ


            วันนี้มนุษย์แม่ขอชวนเข้าครัวมาลองทำกิมจิกันค่ะ ด้วยความที่แอบงก เวลาซื้อกิมจิสำเร็จรูปมาทานราคากับปริมาณที่ได้ทำให้เกิดแรงฮึดลุกมาทำกิมจิดู ก็เหมือนกับมนุษย์แม่หลายๆท่านที่เวลาทำกับข้าวทีก็ต้องหาสูตรโดยการ search จากในเน็ต อ่านมาหลายๆสูตร แอบท้อใจว่าเครื่องปรุงอะไรจะวุ่นวายขนาดนั้นนะ และในที่สุดก็เจอสูตรที่ง่ายสุดๆ เครื่องปรุงก็ไม่ยุ่งยาก ลองทำแล้วรสชาติดีงาม สูตรกิมจิที่ว่านั้นคือสูตรของคุณ  Kibangkok แห่งบล็อก oknation ค่ะ (ส่วนผสมที่ให้ในบล็อกนี้ดัดแปลงสูตรมาอีกทีนะคะ ส่วนผสมอาจไม่เท่ากับสูตรเดิม)



สูตรกิมจิ

 ส่วนผสม
              ผัดกาดขาว               2     หัวใหญ่
              หัวไชเท้า                  1     หัว
              แครอท                     1     หัว 
              เกลือ                        5     ช้อนโต๊ะ
              น้ำปลา                     3     ช้อนโต๊ะ
              น้ำตาล                     3     ช้อนโต๊ะ
              กระเทียมสดบด         2     ช้อนโต๊ะ
              ขิงสดบด                  2     ช้อนโต๊ะ 
              ต้นหอมสด                1     ต้น
              พริกป่นเกาหลี

***ส่วนผสมลองๆกะปริมาณเอาก็ได้นะคะ ลองชิมปรับรสชาติที่ถูกปากกันดูค่ะ (ส่วนตัวก็กะๆเอาค่ะ ไม่เคยเป๊ะตามสูตรสักที)

 วิธีทำ

1. ล้างผัก หั่นผักเป็นชิ้นขนาดพอคำ (พอคำ คือขนาดไหนกันเนอะ เห็นชอบใช้คำนี้กันจัง ในที่นี้เอาเป็นขนาดที่คาดว่าเมื่อเสร็จสิ้นทุกขบวนการจนจะเอาเข้าปาก ขนาดชิ้นผักพอเหมาะที่คุณๆจะไม่อ้าปากกว้างจนเกินงามนั่นแหละคร่าาา) ผักกาดขาวอาจหั่นยาวสัก 1.5-2 นิ้ว ส่วนแครอท, หัวไชเท้าก็หั่นบางพอสมควร

2. จากนั้นนำผักที่หั่นเสร็จแล้วเอาเกลือโรย ใส่น้ำลงไปเคล้าให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้สัก 4-5 ชั่วโมง เกลือจะทำให้น้ำในผักออกมา ผักจะเริ่มสลด(เหี่ยวลง) นำผักไปล้างน้ำสัก 2-3 ครั้งแล้วบีบผักเอาน้ำออก (แนะนำว่า ต้องลองชิมผักทุกครั้ง ถ้าเค็มไปให้ล้างน้ำซ้ำ อย่าให้เค็มเกินไปเผื่อรสชาติไว้เวลาที่เราต้องปรุงรสด้วยนะคะ)

3. เตรียมเครื่องปรุงรส ได้แก่ กระเทียมสดบด, ขิงสดบด (กระเทียมและขิง หั่นแล้วสับละเอียดก็ได้นะคะถ้าไม่มีเครื่องบด), ต้นหอมหั่นยาว 1 นิ้ว, พริกป่นเกาหลี นำเครื่องปรุงรสไปคลุกเคล้ากับผักที่เตรียมไว้ ปรุงรสชาติด้วยน้ำตาลและน้ำปลาตามชอบ

***ถ้าชอบรสเปรี้ยว ให้เติมน้ำตาลเพราะจะทำให้เกิดการหมัก
***ถ้าชอบเค็ม ให้เติมน้ำปลาลงไป เติมทีละน้อยๆนะคะ ค่อยๆลองชิมปรับรสชาติ

4. เมื่อชิมรสชาติได้ถูกใจแล้ว เอาไปใส่ในกล่องพลาสติกมีฝาปิดแช่เย็นไว้สัก 1 วัน รอให้ผักเริ่มเปรี้ยว ก็ทานได้แล้วค่ะ

***กิมจิสุตรนี้แช่ตู้เย็นเก็บไว้ทานได้ 1- 2 อาทิตย์

***ตามเข้าไปอ่านสูตรทำแกงกิมจิกันได้ที่...สูตรแกงกิมจิ ค่ะ
      



เข้าไปอ่านสูตรพร้อมภาพประกอบแบบเต็มๆได้ที่บล็อกคุณ Kibangkok นะคะ 
http://www.oknation.net/blog/thaithai/2009/01/26/entry-1




13 พฤศจิกายน 2558

ยาทานได้ในช่วงตั้งครรภ์



ยาทานได้ช่วงตั้งครรภ์


ยาทานได้ในช่วงตั้งครรภ์


          ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์เกิดไม่สบาย บางครั้งบางคราวอาจจำเป็นต้องใช้ยาในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยบ้างเป็นบางครั้ง แล้วจะเลือกใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ วันนี้มนุษย์แม่มีข้อมูลมาแบ่งปันกันค่ะ อย่างไรก็ตามมนุษย์แม่ขอแนะนำว่า "ก่อนจะทานยาอะไร ควรไปตรวจไปปรึกษาแพทย์ ให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาจะดีที่สุดค่ะ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกในครรภ์นะคะ"
    

 ยาที่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานได้(แยกตามอาการ) 


          อาการติดเชื้อ 
             ยาปฏิชีวนะที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ (ยกเว้นผู้ที่มีอาการแพ้ยาในกลุ่มนี้) คือ  Penicillin(เพนนิซิลลิน)
             Ampicillin(แอมพิซิลลิน), Amoxicillin (อะม็อกซีซิลลิน) 


             อาการปวด, ลดไข้
             ยาแก้ปวดและลดไข้ที่ใช้ได้ปลอดภัยในคุณแม่ตั้งครรภ์ คือยา Paracetamol (พาราเซตามอล) 
             ซึ่งไม่มีรายงานว่าทำให้ทารกเกิดความพิการหรือผิดปกติแต่อย่างใด 

          อาการคัดจมูก, ลดน้ำมูก, แก้แพ้
            อย่างที่เขียนไว้ในบทความที่แล้วว่า ยาในกลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ ซึ่งโดยมากแล้วแพทย์จะสั่งจ่าย
            ยา Chlorpheniramine (คลอเฟนิรามีน) ให้เพื่อบรรเทาอาการ 

          อาการท้องเสี
             สามารถใช้ "ผงเกลือแร่" ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถใช้ได้ 
             เพื่อทดแทนการสูญเสียเกลือแร่ จากอาการท้องเสียได้


          อย่างไรก็ตามข้อมูลเรื่องการใช้ยาในคุณแม่ตั้งครรภ์นี้ เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น อาจไม่ครอบคลุมถึงคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว มีประวัติการแพ้ยา หรือมียาที่ต้องทานเป็นประจำ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะทานยาอะไรเข้าไป ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเป็นดีที่สุดค่ะ ด้วยความห่วงใยจากมนุษย์แม่คนนี้นะคะ  ^_^ 






ยาต้องห้ามทาน เมื่อยามตั้งครรภ์



ยาห้ามทานช่วงท้อง


ยาต้องห้ามทาน เมื่อยามท้อง


    มนุษย์แม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่อาจมีเรื่องวิตกกังวลหลายๆเรื่องหลายๆอย่าง หนึ่งในนั้นก็คงไม่พ้นเรื่องการทานยาเวลาเจ็บป่วยในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่ว่าจะส่งผลเสียกับคุณลูกในท้องอย่างไรบ้าง? จะใช้ยาตัวไหนดีถึงจะปลอดภัย? แน่นอนว่ายาบางตัวนอกจากมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของคุณลูกที่อยู่ในครรภ์แล้ว ยังส่งผลในระยะยาวถึงช่วงหลังคลอดกันเลยทีเดียว มนุษย์แม่เลยขอแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ "ยาต้องห้ามทาน เมื่อยามตั้งครรภ์" เผื่อจะเป็นประโยชน์กับมนุษย์แม่ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์บ้าง อยากให้ลองมาดูเข้ามาอ่านและเช็คชื่อยากันก่อนจะทานเข้าไปเพราะขึ้นชื่อว่ายาย่อมมีผลในการรักษาและ side effect ที่จะตามมาแน่นอนไม่มากก็น้อย ยาต้องห้ามที่ว่ามีรายการตามนี้เลยค่ะ


ยาที่ไม่ควรทานช่วงตั้งครรภ์


ยาห้ามทานช่วงท้อง


 1. กลุ่มยาปฏิชีวะและยาแก้อักเสบ

       Tetracyclin (เตตร้าซัยคลิน)  
       มีผลต่อการสร้างกระดูกและฟันของทารก ส่งผลในระยะยาว สีฟันของเด็กที่ได้รับยาตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์จะมีสีเหลือง
       จนถึงสีน้ำตาลดำ (แล้วแต่ปริมาณยาที่ได้รับ)
       Sulfa (ซัลฟา) 
       ไม่ควรใช้ยาช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอด อาจจะทำให้ทารกคลอดออกมาแล้วตัวเหลือง
       Chloramphenicol (คลอแรมเฟนิคอล) 
       กดการทำงานของไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือด ทำให้เลือดจาง ด็กที่เกิดมาจะตัวเขียว (Gray syndrome) ซีด ท้องป่อง 
       อาจช็อกและถึงขั้นเสียชีวิตได้
       Streptomycin (สเตรปโตมัยซิน)  
       อาจจะทำให้เด็กที่เกิดมาหูตึงหรือหูหนวก
       Chloroquine(คลอโรควิน) และ Quinine (ควินิน) 
       ยารักษาโรคมาลาเรียหรือไข้จับสั่น อาจจะทำให้แท้งบุตร
       
      

 2. ยาแก้ปวด ลดไข้

     Aspirin(แอสไพริน)  
     กรณีที่ได้ทานยาในช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้ง 5-6 เท่า 
     กรณีที่ได้ทานยาเมื่อใกล้คลอด อาจจะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดของทารกในครรภ์ ทำให้เลือดไหลไม่หยุด
     Ergotamine(เออร์โกตามีน) หรือยา Cafergot(คาเฟอร์กอท)  
     ซึ่งก็คือยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน(Migraine)นั่นเอง 
     ยากลุ่มนี้ทำให้มดลูกบีบตัว อาจจะทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้


 3. ยาแก้คัน แก้แพ้

     Chlorpheniramine (คลอเฟนิรามีน)  
    ในกรณีที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆอาจไม่ส่งผลมากนัก แต่ถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ จะทำให้เกล็ดเลือดต่ำ ทารกที่เกิดมาอาจจะมีเลือดไหลผิดปกติ
 ***ปัจจุบันมียาแก้แพ้แก้คันออกมาใหม่หลายๆตัว ซึ่งไม่แนะนำให้ซื้อมาทานเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งนะคะ


 4. ยาแก้ไขหวัด

     คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้แก้อาการไข้หวัดได้ ไม่มีอันตรายอะไร แต่ถ้าต้องใช้นานๆและต้องใช้ยาตัวอื่นร่วมเพื่อบรรเทาอาการไข้หวัด ก็ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยาชุดแก้หวัดที่ขายตามร้านขายยามาทานเอง เพราะอาจมียาแก้อักเสบและสเตียรอยด์ปนมาด้วย


 5. ยานอนหลับและยากล่อมประสาท

     ยาในกลุ่มนี้ควรให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ที่จะสั่งยาให้หรือไม่จะดีกว่านะคะ ไม่ควรซื้อมาใช้เองโดยเด็ดขาด เพราะถ้าใช้ยาในปริมาณมากๆ จนติดยา ทารกที่เกิดมาอาจจะมีอาการหายใจไม่ปกติ เคลื่อนไหวช้ามีอาการคล้ายคนติดยา ชักกระตุก นอกจากนี้อาจจะทำให้มีเลือดผิดปกติในทารก


 6. ยารักษาเบาหวาน

     ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์เคยใช้ยารักษาหรือควบคุมเบาหวานจำพวกอินซูลินก็ยังคงใช้ได้ตามปกติ ไม่มีอันตรายอะไร แต่ถ้าเป็นชนิดกินอาจมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดของทารกต่ำ เคยมีรายงานว่ายากลุ่มนี้ทำให้ทารกพิการ ทางที่ดีคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่ด้วยนะคะ


 7. ยากันชัก

     อาจมีผลทำให้เกิดความพิการแก่ทารก โดยทำให้มีใบหน้าผิดปกติ (จมูกบาน ตาห่าง หนังตาตก) บางชนิดอาจจะทำให้เลือดของทารกแข็งตัวช้า


 8. ยาแก้ไอ

     ถ้าเป็นยาแก้ไอชนิดที่มีไอโอดีนไม่ควรใช้เลย เพราะอาจทำให้ทารกเกิดอาการคอพอก และมีอาการผิดปกติทางสมองได้


 9. ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

    ในยาลดกรดชนิดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์มาก อาจทำให้คุณแม่ท้องเสียและอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้


10. ยาแก้อาเจียนหรือยาแก้แพ้ท้อง

      ควรให้หมอเป็นผู้สั่งยา อย่าซื้อมากินเองเด็ดขาด


     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆท่านคงส่ายหัว แล้วมียาอะไรยาตัวไหนที่จะทานได้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยช่วงนี้ได้บ้าง  ตามไปอ่านต่อได้ในตอนต่อไปตามลิ้งค์นี้เลยค่ะ ^_^ 
ยาที่ปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์











ทานยาอย่างปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์



ทานยาช่วงท้อง




ทานยาอย่างปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์


                    มนุษย์แม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นอกจากจะมีความสุขที่กำลังจะได้เป็นแม่คนแล้ว ก็คงจะอดวิตกกังวลในหลายๆเรื่องไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คงจะเป็นเรื่องการทานยาว่าจะมีผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่อย่างไรบ้าง วันนี้มนุษย์แม่เลยขอเอาเรื่องเกี่ยวกับหลักกว้างๆในการใช้ยาช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์มาฝาก ซึ่งบทความต่อไปจะลงลึกถึงรายละเอียดยาที่ไม่ควรทานยามตั้งครรภ์ คลิ๊กไปอ่านต่อได้ที่ลิ้งค์นี้เลยค่ะ  ยาต้องห้ามทานยามตั้งครรภ์


หลักในการใช้ยาในคุณแม่ตั้งครรภ์ 

      1.  ควรทานยาในปริมาณให้น้อยที่สุด และทานเมื่อจำเป็นเท่านั้น(มีอาการป่วย ไม่สบาย)
      2.  ควรทานยาเท่าที่จำเป็น(ปริมาณที่เหมาะสม)ในช่วงที่สั้นที่สุด เมื่อหายป่วยแล้วให้หยุดยาทันที ยกเว้นยานั้นเป็นยาที่แพทย์สั่งก็ไม่ควรหยุดยาเอง 
      3.  ไม่ทานยาหลายชนิดพร้อมๆกันในระหว่างตั้งครรภ์ ยกเว้นเป็นยาที่แพทย์สั่ง(ในกรณีที่คุณแม่มีโรคประจำตัวที่ต้องทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่ด้วยค่ะ)
      4.  ไม่ใช้ยาที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน(ที่อาจมีคนใกล้ตัวแนะนำ เพราะเราจะไม่ทราบผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่คุ้มกันแน่ๆค่ะที่จะเสี่ยง) ควรเลือกใช้ยาที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะมักจะทราบผลข้างเคียงต่างๆของยาเป็นอย่างดี
      5.  กรณีมีความจำเป็นจะต้องใช้ยาหรือสมุนไพรต่างๆที่ไม่มีการระบุชื่อหรือสรรพคุณในฉลากยาตัวนั้น ควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนที่จะใช้ยาตัวนั้นๆเสมอ 
      6.  กรณีที่ทานยาที่มีอันตรายบางชนิดไปแล้วมารู้ภายหลัง ให้หยุดยานั้นทันที แล้วรีบปรึกษาแพทย์ทันที (จดชื่อยา และนำยานั้นด้วย)
      
           จากการที่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้อ่านหลักการกว้างๆของการใช้ยาในช่วงตั้งครรภ์ไปแล้ว ก็จะเห็นว่าแทบทุกๆข้อ มนุษย์แม่จะย้ำเสมอว่า "ควรต้องปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ทุกครั้งก่อนใช้ยา" ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้มั่นใจได้ดีที่สุดแล้วว่ายานั้นปลอดภัย รักลูกรักตัวเองใช้ยาเท่าที่จำเป็นนะคะคุณแม่ตั้งครรภ์  ด้วยความห่วงใยจากมนุษย์แม่คนนี้ค่ะ ^_^

            


แกงไทยต้านมะเร็ง




อาหารไทยมีดีกว่าที่คิด...


แกงไทยต้านมะเร็ง


          จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่า แกงเลียงที่ผู้ใหญ่ในบ้านมักจะทำให้มนุษย์แม่ทานช่วงให้นมลูกนั้น นอกจากสรรพคุณในการขับน้ำนมแล้ว แกงเลียงยังมีดีกว่านั้นมาก  รศ.ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล อาจารย์ประจำฝ่ายเคมีทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิจัยศึกษาลักษณะการตายของเซลล์มะเร็ง โดยใช้น้ำแกงจากแกงไทยยอดนิยมทั้งห้าชนิด ได้แก่ แกงเลียง แกงป่า แกงเหลือง แกงส้ม และต้มยำ เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาว่า แกงอะไรจะให้ผลดีที่สุด

         คำตอบที่ได้จากการศึกษานี้คงไม่ได้บ่งบอกว่า แกงไทย รักษาโรคมะเร็งได้ แต่ทำให้เรารู้ว่า "แกงไทย" มีประโยชน์ในด้านการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้จริง อาจเป็นเพราะในแกงดังกล่าวมีสารพัดสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ มนุษย์แม่ว่า เรามารับประทานอาหารบ้านๆ สไตล์ไทยแท้ๆ นี่แหละดีที่สุดแล้วค่ะ  ติดตามหาคำตอบได้ที่นี่เลยค่ะ  ^_^






                                                                    อาหารไทยมีดีที่กว่าคุณคิด







11 พฤศจิกายน 2558

รู้ได้ไงว่าใช่... ไข้เลือดออก?


รู้ได้ไงว่าใช่... ไข้เลือดออก?


ไข้เลือดออก



      หลังจากที่ได้ทราบข่าวเรื่องดาราท่านหนึ่งป่วยเป็นไข้เลือดออก คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงวิตกกังวลว่าถ้าลูกมีไข้สูงจะสังเกตอาการอย่างไร? เป็นไข้เลือดออกหรือไม่? วันนี้มนุษย์แม่เลยขอเอาความรู้เรื่อง "ไข้เลือดออก" มาแบ่งปันกันค่ะ เผื่อจะได้นำไปสังเกตอาการคนในบ้าน และดูแลป้องกันได้ทันท่วงทีค่ะ 

ไข้เลือดออก(Dengue fever)

     เป็นโรคติดเชื้อซึ่งมักจะระบาดช่วงฤดูฝนในเขตร้อน  ติดต่อผ่านทางพาหะคือยุงลาย ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และมีผื่นลักษณะเฉพาะซึ่งคล้ายกับผื่นของโรคหัด ในกรณีที่มีอาการรุนแรงจะมีเลือดออกง่าย มีเกล็ดเลือดต่ำ และมีการรั่วของพลาสมา ความดันโลหิตต่ำมากจนเป็นอันตรายได้  
     ในเด็กทารกหรือเด็กเล็กมีโอกาสป่วยรุนแรงมากกว่าช่วงอายุอื่น รวมถึงผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังอยู่เดิมแล้ว เช่น เบาหวาน หรือหอบหืด ก็จะมีโอกาสป่วยรุนแรงถึงชีวิตมากกว่า ปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีจำเพาะในการรักษาไข้เลือดออก การรักษาหลัก ๆ เป็นการรักษาประคับประคอง โดยการดูแลทดแทนน้ำให้ร่างกาย อาจใช้การกินทางปากหรือการให้ทางหลอดเลือดดำ ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงรักษาโดยให้สารน้ำหรือเลือดหรือองค์ประกอบของเลือดทางหลอดเลือดดำ และรักษาตามอาการ 

     แล้วเราจะสังเกตอาการอย่างไรว่าเป็นไข้เลือดออก มนุษย์แม่ลองสรุปง่ายๆให้เข้าใจตามรูปนี้เลยค่ะ 



      
สังเกตอาการของโรคไข้เลือดออก

     ผู้ติดเชื้อไวรัสเด็งกีส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นไข้ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ เราสามารถสังเกตอาการว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ โดย...

         1. ไข้   อาการไข้ในโรคไข้เลือดออกจะมี ไข้สูงลอยกระทันหัน ซึ่งเป็นลักษณะของไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (Viral fever) เช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 
                       ไข้ขึ้นกระทันหัน   บอกได้ว่า ไข้ขึ้น วันไหน เวลาเท่าไร ได้อย่างชัดเจน (จากสบายดี อยู่ๆก็มีไข้ขึ้นทันทีเลย)
                       ไข้สูง                  มีไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป 
                       ไข้สูงลอย           ไข้จะสูงลอยตลอด ไม่ลดเลย ถึงแม้จะรับประทานยาลดไข้มาก่อนหน้านี้ 
                                                 ไข้ก็จะไม่ลดลงเป็นปกติ 37 องศาเซลเซียลได้เลย    
                                                 (อาจลดลงจากไข้สูง 40 องศาเซลเซียสลงมาได้แต่ไม่ต่ำกว่า 38.5 องศาเซลเซียส)           
         2. มีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อ
         3. มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน,เบื่ออาหาร
         4. สังเกตว่ามีหน้าแดง (Flushed face) หรือตาแดง (scleral injection)
         5. อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก

      ถ้าเด็กๆและคนในบ้านมีอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นไข้เลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะในหลายๆกรณีไข้เลือดออกอาจส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกายได้ ทำให้มีระดับความรู้สึกตัวลดลงจากการติดเชื้อไวรัสที่สมอง ทำให้เกิดสมองอักเสบ มีผลโดยอ้อมทำให้อวัยวะสำคัญทำงานบกพร่อง เช่น ตับ ความผิดปกติอื่นทางระบบประสาท เช่น ไขสันหลังอักเสบตามขวาง และกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร ความผิดปกติอื่นที่พบได้แต่น้อย เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ และตับวายเฉียบพลัน เป็นต้น

       เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันไวรัสไข้เลือดออกเด็งกีอย่างได้ผล การป้องกันจึงเป็นวิธีการดีที่สุดโดยการควบคุมการแพร่พันธุ์ยุงลายและป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ทำได้โดย  
  
        1. ป้องกันไม่ให้มีน้ำขังในภาชนะ เช่น คว่ำขัน กะละมัง ที่อยู่นอกบ้าน ไม่ให้มีน้ำขัง 
        2. ใส่สารฆ่าแมลงหรือสารควบคุมการเจริญเติบโตของยุงลาย เช่น ทรายอะเบต ในพื้นที่
        3. ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดได้โดยใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด นอนกางมุ้ง หรือใช้สารขับไล่แมลง 

      นอกจากนี้ในบางหมู่บ้านทางหน่วยราชการต่างๆจะมาทำการรณรงค์ป้องกันพร้อมกับฉีดพ่นควันทำลายการเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายเป็นครั้ง ๆ ไป โดยวันไหนที่มีการฉีกพ่นควันคุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมดูแลเรื่องอาหาร ภาชนะใส่อาหาร ด้วยนะคะ ไม่เช่นนั้นเราก็อาจเป็นคนที่ได้สารเหล่านั้นเข้าไปแทน คงไม่ดีแน่ๆค่ะ

      ด้วยความห่วงใยจากมนุษย์แม่ค่ะ ^_^





ขอขอบคุณข้อมูลจาก



09 พฤศจิกายน 2558

อนาคตลูกที่อยู่ในมือคุณ



อนาคตลูกที่อยู่ในมือคุณ     

     
       วันนี้มีโอกาสได้ชมคลิปที่มนุษย์แม่ใจดีท่านหนึ่งส่งคลิปวิดีโอนี้มาให้ พร้อมกำชับว่าช่วยแชร์ให้มนุษย์แม่ท่านอื่นๆได้ดูด้วยนะคะ เพราะเนื้อหาในคลิปอาจสะท้อนอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมของคุณลูกๆที่เราหลายคนกังวลกันอยู่ (คลิปนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น อาจฟังไม่รู้เรื่อง แต่ดูภาพโดยรวมแล้วจะเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดที่ต้องการสื่อได้ค่ะ ^_^ )

...ก็เพราะบางครั้งบางคราวคุณลูกๆอาจมีพฤติกรรมแปลกๆจนมนุษย์แม่ต้องกังวลและเป็นห่วง แต่อาจเป็นเพราะตัวเขาเป็นเด็กที่มีจินตนาการ มีความฝัน มีความมุ่งมั่นอะไรบางอย่าง คุณพ่อคุณแม่คงต้องใช้ความรักนำทางเชื่อมั่นในตัวคุณลูก ความฝันของเด็กน้อยตัวเล็กๆของเราในวันนี้ อาจเป็นความสำเร็จอันใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจของคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นได้ อยากให้ลองชมคลิปวิดีโอนี้ดูค่ะ 







***อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่คุณลูกทำตัวแปลกๆจะดีเสมอไปนะคะ เหรียญมีสองด้านเสมอค่ะ ^_^









05 พฤศจิกายน 2558

กำหนดการสอบเข้า ม.4 (สนามสอบหลัก)


สอบเข้า ม.4



  กำหนดการสอบเข้า ม.4 (สนามสอบหลัก)




         เมื่อวันก่อนอัพเดทกำหนดการสอบเข้า ม.1 ไปแล้ว วันนี้ขอเอาใจมนุษย์แม่ที่มีคุณลูกเรียนอยู่ชั้น ม.3 ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเรียนต่อชั้น ม.ปลาย ที่โรงเรียนเดิม หรือบางคนอยากจะลองสนามเปลี่ยนไปเรียนที่โรงเรียนอื่นๆ  มีข้อมูลไว้ใกล้ๆตัวจะได้เตรียมตัวกันทันค่ะ ^_^













03 พฤศจิกายน 2558

แค่นอนไม่พอ... ก็มีผลเสีย


การนอน


ว่าด้วยเรื่องการนอน

แค่นอนไม่พอ... ก็มีผลเสีย


    พักหลังๆมีงานวิจัยหลายๆตัวมาคอนเฟิร์มว่า "คนนอนดึกตื่นสาย" มีแนวโน้มจะฉลาดและรวยเพราะรับมือกับ"ปัญหา"ได้ดีกว่า เจอคำว่ารวยกว่าฉลาดกว่าเข้าไปเล่นเอาหลายๆคนที่เป็นเด็กอนามัย "นอนหัวค่ำตื่นเช้า" หวั่นไหวไปตามๆกัน หนึ่งในนั้นก็ไม่พ้นมนุษย์แม่คนนี้ล่ะค่ะ ต้องรีบไปค้นคว้าแล้วมาสรุปให้ได้อ่านกัน 

    แน่นอนว่าจำนวนชั่วโมงที่พอเหมาะพอดีของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน นักวิทยาศาสตร์อย่างลีโอนาโด ดาวินชี ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตไปกับการนอน ไอน์สไตน์ก็เช่นเดียวกัน เขางีบหลับระหว่างวัน โดยจะงีบประมาณ 15 นาที ทุกๆ 4 ชม. ดร.จอห์นสัน นักเขียนพจนานุกรมผู้ยิ่งใหญ่แทบจะไม่เคยตื่นก่อนเที่ยงเลย และในปัจจุบันมีหลายงานวิจัยสรุปออกมาว่า 7 ชั่วโมงคือจำนวนชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุด(ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยชั่วโมงการนอนของผู้ใหญ่นะคะ ไม่เกี่ยวกับชั่วโมงการนอนของทารกหรือเด็กเล็กๆ) แล้วเราควรนอนกันสักกี่ชั่วโมงถึงจะพอเหมาะพอดี เอาเป็นว่าจำนวนชั่วโมงที่นอนขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการนอนของแต่ละคน(ไม่ถูกรบกวนขณะนอนหลับ,หลับได้สนิท) ซึ่งอาจนอนหลับเพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่นนั่นก็ถือว่าคุณได้พักผ่อนเพียงพอแล้ว 

    แล้วทำไมเรานอนน้อยๆหรือไม่นอนเลยไม่ได้ มนุษย์แม่ขอสรุปดังนี้ค่ะ



การนอน



    เพราะขณะที่คุณกำลังหลับ เซลล์สมองยังไม่หลับหรือพักนะคะ เซลล์สมองยังคงทำหน้าที่กำจัดของเสียที่เราสะสมไว้ช่วงที่เราตื่น ซึ่งของเสียดังกล่าวมีสารพิษที่ทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ โรคทางสมองโรคทางประสาทอื่นๆ ได้ ยิ่งคนที่นอนน้อยติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กถ้าพักผ่อนนอนหลับได้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี ช่วยในเรื่องของระบบประสาทมีผลต่อระบบความจำ มีผลต่อการสร้างโกรว์ทฮอร์โมนช่วยเรื่องความสูง และลดการมีภาวะของสมาธิสั้นอีกด้วย

    เพราะฉะนั้นก็คงพอสรุปได้ว่า...นอนเยอะนอนน้อยไม่สำคัญเท่าการนอนของคุณมีประสิทธิภาพแค่ไหน 
    วันนี้คุณพักผ่อนเพียงพอแล้วหรือยังคะ ^_^







กำหนดการสอบเข้า ม.1 (โรงเรียนดัง)



สอบเข้า ม.1


กำหนดการสอบเข้า ม.1 (โรงเรียนดัง)


     จากบทความที่แล้วมนุษย์แม่ได้แชร์ข้อมูลกำหนดการสอบเข้า ม.1 ของสนามสอบหลักๆแล้ว มนุษย์แม่ยังได้ทำปฎิทินกำหนดการสอบ ทั้งสอบ Pre-Test (วัดความรู้ก่อนสอบเข้าโรงเรียนนั้นๆสำหรับคุณลูกๆชั้น ป.4-ป.6) และสอบเข้า ม.1 โรงเรียนดังต่างๆ มาแชร์ด้วยค่ะ 

      สามารถคลิ๊กขวา save ที่รูปนำไปใช้ได้เลยค่ะ หรือจะดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ไปใช้ซึ่งจะชัดกว่า มีลิ้งค์ให้ดาวน์โหลดด้านล่างนะคะ ^_^

















     
      กำหนดการสอบช่วงนี้ ข้อมูลยังไม่นิ่ง และยังหาข้อมูลมาไม่ครบทั้งหมด อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเรื่อยๆ ซึ่งถ้าได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วจะอัปเดตเป็นไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดไปใช้เพื่อจะได้วางแผนการอ่านหนังสือของคุณลูกๆกันต่อไปนะคะ 

***อัปเดตข้อมูลการสอบล่าสุด(10/11/58) ยังไม่ครบถ้วน แต่ขอแชร์เป็นไฟล์ PDF ไปด้วยเลยนะคะ คลิ๊กไปดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งค์นี้เลยค่ะ ปฎิทินสนามสอบเข้าและสอบ Pre-Test ม.1


      ***ถ้าคุณแม่ท่านใดอยากแชร์ข้อมูลสนามสอบ หรืออยากให้เอาลงในปฏิทินช่วยเตือนความจำให้ มนุษย์แม่ก็ยินดีนะคะ คอมเม้นท์ไว้ด้านล่างบทความนี้ได้เลยคร่าาา ^_^












กำหนดการสอบเข้า ม.1 (สนามสอบหลัก)



สอบเข้า ม.1


   กำหนดการสอบเข้า ม.1 (สนามสอบหลัก)


         สำหรับช่วงปลายๆปีแบบนี้ สำหรับคนอื่นๆอาจกำลังวางแผนพักผ่อนช่วงวันหยุดยาวๆ แต่สำหรับมนุษย์แม่ที่มีคุณลูกกำลังจะจบชั้น ป.6 คงเป็นช่วงหาข้อมูลสนามสอบเข้า ม.1 ของโรงเรียนต่างๆ มีบางโรงเรียนที่แม่ๆอาจเล็งๆไว้ แต่พลาดท่าเสียทีหลงลืมหาข้อมูล เลยติวคุณลูกไม่ทันบ้าง สมัครไม่ทันบ้าง เพื่อกันพลาด มนุษย์แม่เลยขอแชร์กำหนดการสอบเข้า ม.1 ให้แม่ๆได้เก็บข้อมูลไว้ จะได้ไม่พลาดข้อมูลการสอบกันนะคะ  

                 
กำหนดการสอบเข้า ม.1 สนามสอบหลัก