รู้ได้ไงว่าใช่... ไข้เลือดออก?
หลังจากที่ได้ทราบข่าวเรื่องดาราท่านหนึ่งป่วยเป็นไข้เลือดออก คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงวิตกกังวลว่าถ้าลูกมีไข้สูงจะสังเกตอาการอย่างไร? เป็นไข้เลือดออกหรือไม่? วันนี้มนุษย์แม่เลยขอเอาความรู้เรื่อง "ไข้เลือดออก" มาแบ่งปันกันค่ะ เผื่อจะได้นำไปสังเกตอาการคนในบ้าน และดูแลป้องกันได้ทันท่วงทีค่ะ
สังเกตอาการของโรคไข้เลือดออก
ไข้เลือดออก(Dengue fever)
เป็นโรคติดเชื้อซึ่งมักจะระบาดช่วงฤดูฝนในเขตร้อน ติดต่อผ่านทางพาหะคือยุงลาย ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และมีผื่นลักษณะเฉพาะซึ่งคล้ายกับผื่นของโรคหัด ในกรณีที่มีอาการรุนแรงจะมีเลือดออกง่าย มีเกล็ดเลือดต่ำ และมีการรั่วของพลาสมา ความดันโลหิตต่ำมากจนเป็นอันตรายได้
ในเด็กทารกหรือเด็กเล็กมีโอกาสป่วยรุนแรงมากกว่าช่วงอายุอื่น รวมถึงผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังอยู่เดิมแล้ว เช่น เบาหวาน หรือหอบหืด ก็จะมีโอกาสป่วยรุนแรงถึงชีวิตมากกว่า ปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีจำเพาะในการรักษาไข้เลือดออก การรักษาหลัก ๆ เป็นการรักษาประคับประคอง โดยการดูแลทดแทนน้ำให้ร่างกาย อาจใช้การกินทางปากหรือการให้ทางหลอดเลือดดำ ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงรักษาโดยให้สารน้ำหรือเลือดหรือองค์ประกอบของเลือดทางหลอดเลือดดำ และรักษาตามอาการ
แล้วเราจะสังเกตอาการอย่างไรว่าเป็นไข้เลือดออก มนุษย์แม่ลองสรุปง่ายๆให้เข้าใจตามรูปนี้เลยค่ะ
แล้วเราจะสังเกตอาการอย่างไรว่าเป็นไข้เลือดออก มนุษย์แม่ลองสรุปง่ายๆให้เข้าใจตามรูปนี้เลยค่ะ
สังเกตอาการของโรคไข้เลือดออก
ผู้ติดเชื้อไวรัสเด็งกีส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นไข้ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ เราสามารถสังเกตอาการว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ โดย...
1. ไข้ อาการไข้ในโรคไข้เลือดออกจะมี ไข้สูงลอยกระทันหัน ซึ่งเป็นลักษณะของไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (Viral fever) เช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่
ไข้ขึ้นกระทันหัน บอกได้ว่า ไข้ขึ้น วันไหน เวลาเท่าไร ได้อย่างชัดเจน (จากสบายดี อยู่ๆก็มีไข้ขึ้นทันทีเลย)
ไข้สูง มีไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป
ไข้สูงลอย ไข้จะสูงลอยตลอด ไม่ลดเลย ถึงแม้จะรับประทานยาลดไข้มาก่อนหน้านี้
ไข้ก็จะไม่ลดลงเป็นปกติ 37 องศาเซลเซียลได้เลย
(อาจลดลงจากไข้สูง 40 องศาเซลเซียสลงมาได้แต่ไม่ต่ำกว่า 38.5 องศาเซลเซียส)
2. มีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อ
3. มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน,เบื่ออาหาร
4. สังเกตว่ามีหน้าแดง (Flushed face) หรือตาแดง (scleral injection)
5. อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก
ถ้าเด็กๆและคนในบ้านมีอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นไข้เลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะในหลายๆกรณีไข้เลือดออกอาจส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกายได้ ทำให้มีระดับความรู้สึกตัวลดลงจากการติดเชื้อไวรัสที่สมอง ทำให้เกิดสมองอักเสบ มีผลโดยอ้อมทำให้อวัยวะสำคัญทำงานบกพร่อง เช่น ตับ ความผิดปกติอื่นทางระบบประสาท เช่น ไขสันหลังอักเสบตามขวาง และกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร ความผิดปกติอื่นที่พบได้แต่น้อย เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ และตับวายเฉียบพลัน เป็นต้น
เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันไวรัสไข้เลือดออกเด็งกีอย่างได้ผล การป้องกันจึงเป็นวิธีการดีที่สุดโดยการควบคุมการแพร่พันธุ์ยุงลายและป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ทำได้โดย
1. ป้องกันไม่ให้มีน้ำขังในภาชนะ เช่น คว่ำขัน กะละมัง ที่อยู่นอกบ้าน ไม่ให้มีน้ำขัง
2. ใส่สารฆ่าแมลงหรือสารควบคุมการเจริญเติบโตของยุงลาย เช่น ทรายอะเบต ในพื้นที่
3. ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดได้โดยใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด นอนกางมุ้ง หรือใช้สารขับไล่แมลง
นอกจากนี้ในบางหมู่บ้านทางหน่วยราชการต่างๆจะมาทำการรณรงค์ป้องกันพร้อมกับฉีดพ่นควันทำลายการเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายเป็นครั้ง ๆ ไป โดยวันไหนที่มีการฉีกพ่นควันคุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมดูแลเรื่องอาหาร ภาชนะใส่อาหาร ด้วยนะคะ ไม่เช่นนั้นเราก็อาจเป็นคนที่ได้สารเหล่านั้นเข้าไปแทน คงไม่ดีแน่ๆค่ะ
ด้วยความห่วงใยจากมนุษย์แม่ค่ะ ^_^
ขอขอบคุณข้อมูลจาก



ไม่มีความคิดเห็น :
แสดงความคิดเห็น